อาหารทำเอง, อาหารง่ายๆ, สูตรข้าวแกง, สูตรอาหาร อร่อยๆ, อาหารไทย, วิธีทำอาหาร อาหารไทยง่ายๆ





แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

10 อันดับอาหารที่กินแล้วทำลายสุขภาพ ทานแต่น้อยก็พอได้

10 อันดับอาหารที่กินแล้วทำลายสุขภาพ ทานแต่น้อยก็พอได้

ได้เห็นเมนูอาหารทำลายสุขภาพแล้วต้องบอกว่าเมื่ออ่านจบแล้วอยากจะไปเข้าคิวซื้อรอกินเลย ในเมื่อมันรสชาตและหน้าตาที่เราคุ้น น่าจะหลีกเลี่ยงไม่ค่อยจะได้ ถ้างั้นก็ตัดสินใจไปอาหารหาซื้อมาทาน แต่ให้ทานแต่พอประมาณเพื่อไม่ให้ทำลายสุขภาพ กินแต่น้อย เหลือก็ใสตู้เย็น แล้วก็ไปออกกำลังกายให้ใช้พลังงานที่กินเข้าไปให้หมด พลังงานที่ได้รับ ก็จะหมดไปหรือไม่ก็ให้ใช้พลังงานบ้างก็ดี เราสามารถจะกินอาหารนี้ได้

แต่ก่อนที่จะไปซื้อ ก็มาดูกันว่าอาหารที่ทำลายสุขภาพมีอะไรบ้าง เราสามารถที่จะจัดการได้ว่าอันให้กินได้มาก อันใหนกินได้น้อย อาหารใหนที่กินแล้วออกกำลังกายเยอะ

รายการอาหาร

อันดับ 1  แฮมเบอร์เกอร์  

ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีช่วยทำให้สัตว์อ้วน

อันดับ 2 ฮอทด็อก 

ทำจากเนื้อส่วนที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตวที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้
จะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบด

อันดับ 3 เฟรนซ์ฟราย 

เป็นอาหารที่มี"ความเป็นพิษสูง"
จะทอดกันที่มีอุณหภูมิสูง จะทำให้มีสารอะคริลิไมด์ . แพร่ออกมา
เป็นสารโรคมะเร็ง

อันดับ 4 คุกกี้  

ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่านของน้ำตาล
อยู่สูง 23 กรัม ทำให้ผิวหนังเหยี่วย่นและเกิดริ้วรอยไดัเร็วขึ้น

อันดับที่ 5 พิชช่า 

ในเชิงการค้าจะประกอบไปด้วยอาหาที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม 5 ชนิด
    - เนยแท้ 10% เท่านั้น
    - แป้ง ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไป แต่ได้เติมเกลือแร่สังเคราะห์เข้าไปใหม่
    - ซอสมะเขือเทศทำด้วยสารที่
คล้ายมะเขือเทศ สารกันบูด ที่อาจมีพิษเมื่อเกิดการสะสม
    - แป้งสาลี ที่นำมาใช้ เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม
    - น้ำม้นฝ้าย ฝ้ายไม่ได้เป็นพืช
พวกอาหาร มันอาจผ่านสเปร์ยด้วย
ยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

อันดับ 6 น้ำอัดลม 

สารตัวสำคัญ ในน้ำอัดลม ก็คือ
กรดกำมะถัน (Phosphoric acid)มีความเป็นกรดสูงมาก ที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน

อันดับที่ 7 ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก 

ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก มีการเติมสารปรุงรส ทำให้ปวดศีรษะ


อันดับที่ 8 ไอศครีม 

มีไขมันอยู่สูงมาก มีไขมันเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค และมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ที่แนะนำให้บริโภค

อันดับที่ 9 โดนัท 

โดยเฉลี่ย จะให้พลังงานประมาณ
300 แคลอลี่ 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตมากเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค

อันดับที่ 10 โปเตโต้ชิพ 

อาหารขบเคี้ยว จะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมท์ (Acrylimides) ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และทำลายประสาท

อาหารทำลายสุขภาพที่กล่าวมา เป็นเมนูอาหารและขนมที่เราๆ เด็กๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไปตามห้างก็ต้องซื้อติดไม้ติดมือ โดยเฉพาะเด็กๆ ชอบขนมหวาน มีสีสัน แต่จะกินให้ได้ประโยชน์ ก็มี คือ กินแต่น้อย ออกกำลังกาย แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ต่อไปนี้ก็จะไม่เป็นอาหารทำลายสุขภาพแล้ว
Share:

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

น่ากลัว คนไทยทานอาหารที่มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงในเลือดสูง

น่ากลัว คนไทยทานอาหารที่มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงในเลือดสูง

เว้นจากสูตรอาหาร เมนูอาหารไทย หันมาดูแลตัวเองเกี่ยวกับสารเคมีและยาฆ่าแมลง น่ากลัวมากได้อ่านบทความ จากมติชน มานึกถึงว่าอยู่ใกล้ตลาดเห็นผักงามๆ สวยๆ แต่ก็น่าจะมีสารเคมีตกค้าง อาจจะไม่มาก แต่ถ้ากินสะสมไปเป็นระยะเวลานาน ก็น่าจะมีผลต่อระบบร่างกายแน่นอน เคมี ยาฆ่าแมลง ยังไงเมื่ออยู่ในร่างกายก็ย่อมไม่ดี เมื่อมันสะสมจนมากพอและภูมิต้านทานร่างกายทนไม่ใหว ก็จะปะทุ เกิดเป็นโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง ตามอวัยวะต่างๆ มะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งเมื่อได้ยินโรคนี้แล้ว ไม่มีใครอยากจะเป็น เพราะรอวันจากไปอย่างเดียว

วิธีแก้ทางที่ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารเคมี ถ้าเป็นไปได้ก็ปลูกทานเอง ปลูกผักริมรั้ว ปลูกผักในกระถาง ถือว่าเป็นกิจกรรมยามว่าง

อาหารไทย by Aerk ได้ทดลองปลูกคะน้าปลอดสาร ผักปลอดสาร ทานได้ สามารถปลูกได้ในกระถางปลูกต้นงาช้าง ใส่ปุ๋ยขี้หมูแห้ง รดน้ำเช้าเย็น ทานผักเพื่อสุขภาพ

คะน้า ปลอดสาร
คะน้า ปลอดสาร

คะน้า ปลอดสาร ในกระถางงาช้าง
คะน้า ปลอดสาร ในกระถางงาช้าง



ข้อมูลจาก มติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418978492

วิกฤตเคมีและยาฆ่าแมลงในอาหารทำคนไทยเสี่ยงตายเพิ่ม หลังสำรวจพบเกษตรกรไทยมีสารเคมีตกค้างในเลือดสูงถึง 30% ด้านผู้บริโภคเสี่ยงตายหนักพบสารเคมีตกค้างในเลือดถึง 36%   สสส. ห่วงสุขภาพคนไทย ล่าสุดจับมือ พันธมิตร สร้างเครือข่ายการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน ปลอดภัย

นางจงกลนี  วิทยารุ่งเรืองศรี  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารปลอดภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงความไม่ปลอดภัยและความเสี่ยงในการบริโภคอาหารของคนไทยปัจจุบัน พบว่าอัตราเสี่ยงที่จะประสบปัญหาด้านสุขภาพมีเพิ่มมากขึ้น จากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีและยาฆ่าแมลง โดยผลการสำรวจของมูลนิธิชีววิถี (Biothai) พบว่า เกษตรกรไทยมีสารเคมีตกค้างในเลือดสูงถึง 30% แต่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคือกลุ่มผู้บริโภคเนื่องจากมีปริมาณสารเคมีตกค้างในเลือดสูงถึง 36%

ด้วยเหตุนี้ สสส. ซึ่งมีนโยบายด้านการพัฒนาระบบและกลไกลสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ จึงร่วมกับ บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด และ และเครือข่าย จัดทำโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือก ด้วยกลไกการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และ ผู้บริโภค ขึ้น เพื่อให้เกิดสังคมการบริโภคอย่างยั่งยืนและปลอดภัย ซึ่งโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯ จะเชื่อมโยงผลผลิตในวิถีการผลิตที่ใส่ใจจากทั้งเกษตรในแนวทางของเกษตรอินทรีย์ และ การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยที่กระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารนั้น จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภค และระบบนิเวศน์

ด้าน นางวัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินงานโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯ กล่าวถึงกลไกการเชื่อมโยงผู้ผลิตหรือเกษตรกรกับผู้บริโภคว่า โครงการฯ จะเป็นคนกลางในการเชื่อมโยงเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารไปสู่ผู้ประกอบการหรือผู้จัดจำหน่าย อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียว ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผู้ให้บริการจัดเลี้ยงสีเขียว รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคสีเขียวอีกด้วย โดยในการทำงานนั้นจะมีการประสานงานกับนักวิชาการในการให้ความรู้เรื่องการผลิตและการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยพร้อมทั้งสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ในเครือข่ายให้สามารถตรวจสอบในด้านของความปลอดภัยสารเคมีตกค้างและสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้บริโภคโดยขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมกับโครงการฯแล้วประมาณ 10 กลุ่ม

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงการประสบผลสำเร็จนั้นเกิดจาก “การสร้างประโยชน์ร่วม ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค” ซึ่งผู้ผลิตจะได้ประโยชน์ในด้านการขยายตลาดไปสู้ผู้บริโภคโดยตรง ส่วนผู้บริโภคเองก็จะมีช่องทางในการบริโภคผลผลิตอินทรีย์โดยไม่ต้องผ่านระบบคนกลาง ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ราคาไม่แพง และเป็นการเกื้อหนุนวิถีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งความผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯ นั้น จะส่งผลให้สังคมเห็นถึงพลังของผู้บริโภคมีอยู่จริง โดยเราสามารถเลือกอาหารและผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อชีวิตตนเองได้ ทั้งยังช่วยสร้างความเกื้อกูลกันในสังคมของผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เกิดเป็นระบบในการบริโภคอาหารที่ดีและเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง

สำหรับในส่วนของการพัฒนาเกษตรกรนั้นนายสุชาญศีลอำนวยเลขาธิการมูลนิธิเอ็มโอเอไทยในฐานะองค์กรผู้ร่วมสนับสนุนโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯกล่าว่าแนวทางในการช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรที่เข้าร่วมโครงการฯ นั้น มี 4 แนวทาง คือ

1. ให้ความรู้จัดอบรมปรับแนวคิดด้านเกษตรธรรมชาติอย่างถูกต้องแก่เกษตรกร โดยนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการพึ่งพาภายนอก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก

2. ติดตามผลร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการฯ เพื่อร่วมเรียนรู้กับเกษตรกรในแปลง พร้อมให้คำปรึกษาด้านต่างๆ โดยเฉพาะเทคนิคการเพาะปลูกที่คล้อยตามและเคารพธรรมชาติ พร้อมสอดแทรกปรัชญาแนวคิดการพัฒนาจิตใจของเกษตรกรให้คำนึงถึงสุขภาวะของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก



Advertisment


3.จัดการพบปะกับเกษตรกรกลุ่มอื่นและกลุ่มผู้บริโภคเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้รับฟังความคิดเพื่อนำมาพัฒนาผลผลิตของตนเอง

4.สร้างเกษตรกรรายใหม่เพราะการสร้างตลาดทางเลือกจำเป็นต้องมีกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆเพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการและผลผลิตไม่ขาดตลาด

5.วางแผนการปลูกร่วมกันกับเกษตรกรเพื่อกำหนดชนิดปริมาณและราคาซึ่งจะนำไปสู่การสร้างตลาดทางเลือกที่เกื้อกูลเกษตรกร โดยมูลนิธิฯ และโครงการฯ มีตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกรไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการร่วมมือกันของทุกฝ่ายครั้งนี้จะทำให้โครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯ ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง http://www.matichon.co.th
เรียบเรียง: http://thaifoodrecipesmake.blogspot.com/
Share:

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สุขภาพ อาหารต้านความชรา ชะลอความแก่รอยเหี่ยวย่น

อาหารต้านความชรา ชะลอความแก่รอยเหี่ยวย่น

ก่อนที่จะมาดูว่าอาหารต้านชราชะลอความแก่ รอยเหี่ยวย่น เรามาดูว่าจุดเริ่มต้นของรอยเหี่ยวย่นมาจากใหน โดยรอยเหี่ยวย่นเกิดได้ทุกคนไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เมื่ออายุมากขึ้น เลยเลข 3 ขึ้นไปทุกคนต้องเจอความแก่ ผิวหนังเหี่ยวย่น และนี่เป็นสาเหตุของการที่มาดูว่าเราจะหันมาดูแลสุขภาพ หาอาหารที่จะช่วยชะลอความแก่ เรามาเริ่มกันเลย

อาหารต้านความชรา
ภาพประกอบ อาหารต้านความชรา

ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการความแก่ เหี่ยวย่น


          อาหาร สารอาหารทุกชนิดเป็นแหล่งพลังงานและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิต การขาดสารอาหารจะทำให้ร่างการเสียสมดุล และทำให้การทำงานของเซลล์ผิวปกติไป ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย การขาดสารอาหารบางอย่างทำให้เซลล์ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การขาดไขมัน ทำให้ผิวบาง เป็นคนขี้หนาว เนื่องจากมีไขมันห่อหุ้มร่างกายน้อยลง ขาดวิตามิน เอ ทำให้ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย เหี่ยวย่นมากขึ้น

          น้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีน้ำเป็นองค์ประกอบมากถึง 95% น้ำทำให้ผิวหนังดูชุ่มชื่นสดใสในช่วงหน้าหนาว อากาศมีความชื้นน้อยลง น้ำในเซลล์ผิวจะระเหยออกไป จึงทำให้ผิวแห้ง แตกหรือลอกเป็นขุยได้

          แสงแดด เป็นตัวการที่ทำให้เกิดรอยย่น เนื่องจากผิวหนังเป็นสิ่งแรกที่ต้องสัมผัสกับแดด คนที่ทำงานอยู่กลางแจ้งจะมีผิวค่อนข้างหนา หยาบกร้าน มีริ้วรอยเป็นร่องลึก และมีผิวคล่ำหรือร่องรอยดำเกิดขึ้นได้ง่าย การถูกแสงแดดบ่อยๆ ทำให้เซลล์ผิวหนังต้องปรับตัวให้หนามากขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายจากรังสี

          สารเคมีหรือสารพิษ สารเคมีหลายๆ ชนิด มีผลเสียและเป็นพิษโดยตรงต่อผิวหนัง เช่น สารปรอทในเครื่องสำอาง สารตะกั่วจากท่อไอเสีย สารคลอรีนในสระว่ายน้ำ ฝุ่นละอองเชื้อโรคในอากาศ


สารชะลอความแก่


  • สารสีเหลือง สีส้ม จากธรรมชาติ
  • สารเบต้าแคโรทีน
  • สารไลโคปีน
  • สารซันโฟราเฟน
  • เซซานติน ป้องกันสายตาฟ่าฟาง ตอนสูงอายุ
  • เกลือแร่ วิตามิน โปรตีน
  • แอนโทไซยานิน ช่วยกระตุ้นความจำ
  • สารเซซานติน บำรุงสายตา

อาหารช่วยชะลอความชราแก่ เหี่ยวย่น



  • มันเทศ ฟักทอง และแครอท มีสารสีเหลือง สีส้ม มีเบต้าแคโรทีน เป็นผลดีต่อดวงตาและผิวหนัง
  • มะเขือเทศ มีสารไลโคปีน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และจอประสาทตาเสื่อม
  • บล็อคเคอรี่ ถ้าต้องการล้างสารพิษในร่างกาย ก็ทานบล็อคเคอรี่ เพราะสารซันโฟราเฟน ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
  • ผักใบเขียว มีเบต้าเคโรทีน และธาตุเหล็ก เช่น ผักโขม และสารเซซานตินไว้ป้องกันสายตาไม่ให้แย่ลง
  • ขิง ขมิ้น และเครื่องเทศ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
  • ไข่ไก่ มีเกลือแร่ โปรตีน และวิตามินครบ
  • ผลไม้ แอปเปิล มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ชาเขียว นิยมดื่มกันมาก มีสารป้องกันมะเร็ง และโรคหัวใจ
มาถึงตรงนี้ อาหารต้านความชรา ชะลอความแก่รอยเหี่ยวย่น มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สุขภาพหาซื้อไม่ได้เราต้องดูแลตัวเราเอง หาซื้อมารับประทานกันได้เลย
Share:

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สุดยอดเมนูอาหารเช้า กับข้าวต้ม เพื่อสุขภาพ

สุดยอดเมนูอาหารเช้า กับข้าวต้ม เพื่อสุขภาพ

คงจะไม่บอกไม่ได้ว่า เมนูอาหารเช้า คือ ข้าวต้ม เนื่องด้วยข้าวต้มมีหลายสูตร แต่ละสูตรก็มีความอร่อยที่แตกต่างกัน ถ้าได้กินเป็นอาหารเช้าทุกวันน่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพทั้งไม่อ้วน ทั้งนี้ก็เพราะข้าวต้มจะมีส่วนของน้ำเยอะมาก ทำให้อิ่มเร็ว

สุดยอดเมนูอาหารเช้า กับข้าวต้ม เพื่อสุขภาพ
Cr Image :http://www.stopdrink.com/news-view-4777.htm



เรามาดูว่าเมนูอาหารเช้าข้าวอร่อยแบบไทยๆเรามีอะไรบ้าง


เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มปลา เป็นปลาที่ได้จากปลาน้ำจืด หรือปลาทะเลก็ได้ ใส่ผักชี ต้นหอม เป็นอาหารเช้ากินร้อนๆ อร่อยมาก

เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มหมู ได้โปรตีนจากหมู ใครชอบแบบหมูสับ ก็สั่งแม่ครัวได้ กินเป็นอาหารเช้า อิ่มท้อง

เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มเส้นญวน เป็นเมนูอาหารเช้าที่มีให้กินแถบทางภาคอีสาน ลักษณะจะเป็นเส้นก๊วยจั๊บญวน มีหอมเจียว มีเลือดหมู มีหมูยอ อร่อยมาก

เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มกุ้ง ใครที่ไม่แพ้กุ้งอาหารทะเล ก็กินได้ อร่อยมากๆ ราคาก็เพิ่มนิดนึง

เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มปลาอินทรีย์ ใครชอบปลาอินทรีย์ ก็สั่งได้เลย ถ้าจะกินสดๆ ก็ไปหากินได้ตามร้านอาหารแถบชายทะเล แต่ราคานักท่องเที่ยวก็จะสูง แต่ก็ได้สัมผัสบรรยากาศของท้องทะเล ไม่ไปชิมไม่รู้หรอกนะจะบอกให้

เมนูอาหารเช้า ข้าวต้มกุ๊ย เป็นข้าวต้มตามร้านอาหารที่สามารถหากินได้ทั่วไป ข้าต้มโต้รุ่ง มีหลากหายลเมนู เช่น ยำผักกาดดดอง ปลาทอด ผัดผักบุ้งไฟแดง เป็นต้น กินหลายคนคุ้ม

สุดยอดเมนูอาหารเช้า ข้าวต้ม หลากหลายสูตร กินแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้จาก ปลา หมู ผัก หอมเจียว กระเทียมเจียว หากินง่าย เหมาะกับ วิถีไทยปัจจุบันมากขอบอก
Share:

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สะตอ ประโยชน์ ชื่อวิทยาศาสตร์ สรรพคุณทางยา

สะตอ
สะตอ มีชื่อ วิทยาศาสตร์ ว่า Parkia_speciosa สะตอนิยมปลูกทางใต้ของไทย และ ปัจจุบันนิยมปลูกได้ทุกภาค ผลผลิตก็ออกมาสู่ท้องตลาด ในช่วงหน้าฝน และมีราคาแพงในช่วงแรก รสชาติของสะตอจะเผื่อน และมีกลิ่นเหม็นมาก ถ้าเป็นสะตอดาน หรือสะตอป่า จะมีกลิ่นเหม็น ถ้าเป็นสะตอบ้านกลิ่นไม่แรง

สะตอ
สะตอ


ประโยชน์
1. นำสะตอมาปรุงอาหาร เช่น ผัดเผ็ดสะตอกุ้งสด สะตอดอง กินดิบ ต้มทั้งฝักกินกับน้ำพริก
2. ช่วยเจริญอาหาร กินกับน้ำพริก
3. ช่วยย่อยอาหารในลำใส้
4. ลดน้ำตาลในเลือด
5. ขับลม
6. ขับฉี่
7. นำใบมากินดิบกับน้ำพริก
8. ต้นเป็นฟืน
9. ต้นเป็นร่มได้
10. เปลือกหุ้มเมล็ด สามารถต้มกินกับน้ำพริกได้

ผัดเผ็ดสะตอกุ้งสด


สรรพคุณทางยา
ตำราแพทย์แผนไทย จะใช้เมล็ด ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ ไตพิการ ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียใช้เมล็ดสดรับประทาน แก้อาการผิดปกติของไต

สะตอดิบ มีเมล็ดที่มีกลิ่นเหม็นเขียวรุนแรง แต่นิยมนำมารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทยปักษ์ใต้ หลังจากรับประทานสะตอเข้าไปจะมีกลิ่น สามารถดับกลิ่นสะตอ ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามสักสองสามลูก สะตอเมื่อสุกจนฝักเป็นสีดำ เนื้อสะตอเป็นสีเหลืองบางๆ รับประทานได้ทั้งเม็ด เมล็ดในระยะนี้รสมัน เนื้อมีรสหวาน ถ้าแก่กว่าระยะนี้ ฝักจะแห้ง เมล็ดเป็นสีดำ แข็งและมีกลิ่นฉุนจัด กินไม่ได้

สะตอเป็นอาหารของคนไทย และกินกันมาช้านาน ทางใต้ของไทยเราก็กินกันเป็นประจำ สนับสนุนอาหารพื้นบ้านของไทยเรา มีขายตามตลาดทั่วไป

Share:

สูตรบำรุงผิวหน้าด้วยแตงกวา ราคาถูก ลดริ้วรอยบนใบหน้า

สูตรบำรุงผิวหน้าด้วยแตงกวา ราคาถูก ลดริ้วรอยบนใบหน้า
แตงกวานอกจากทำอาหารได้แล้ว ก็ยังสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์บนผิวหน้าของท่านสุภาพสตรีได้ด้วย จะเห็นโฆษณาในทีวี ที่มักจะซูมไปที่ใบหน้าของผู้หญิง มีแตงกวาหั่นเป็นชิ้นบางวางบนผิวหน้าและบนดวงตาทั้งสองข้าง แตงกวาเป็นไม่เลื้อย เป็นเถา วันนี้จะมาแนะนำสูตรบำรุงผิวหน้าด้วยแตงกวา



ข้อมูลเบื้องต้น
แตงกวา หรือ แตงร้าน มีชื่อเป็น ภาษาอังกฤษว่า Cucumber เป็นไม้เลื้อยตระกูลเดียวกับ แตงโม ฟักทอง บวบ มะระ และ น้ำเต้า มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย อายุการเพาะปลูกอยู่ที่ 30 - 45 วัน

ประโยชน์ทั่วไป
แตงกวามีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 96 ดังนั้นจึงมีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น และกำจัดของเสียออกจากร่างกาย

สารอาหารและแร่ธาตุที่มีอยู่ในแตงกวา

วิตามินซี   ผู้ที่ขาดวิตามินซี จะเป็นโรค ลักปิดลักเปิด มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ

กรดคาเฟอิก ช่วยป้องกันการสะสมของน้ำเกินจำเป็นในร่างกาย และช่วยกำจัดของเสียตกค้างในร่างกาย

การบำรุงผิวหน้าด้วยแตงกวา
เนื่องจากว่านแตงกวามีน้ำอยู่มาก และมีสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวหน้า จึงเป็นที่มาของการใช้แตงกวาในการบำรุงผิว

ผิวหน้าแห้งบำรุงด้วยแตงกวา
สูตร
- แตงกวา 2-3 ผล
- นมสด 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

ล้างแตงกวาด้วยน้ำแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ จากนั้น ปั่นรวมกับนมสดจนละเอียดรวมให้เป็นเนื้อเดียวกัน และจะได้เนื้อครีมข้นและเหนียว

วิธีใช้

ใช้ก่อนเข้านอน ล้างหน้าให้สะอาดและพอกหน้าด้วยแตงกวาที่ปั่นกับนม โดยจะพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด และจะรู้สึกถึงผิวหน้าสดชื่นเต่งตึงขึ้นด้วย ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

Cr. Image from Internet

ลดรอยดำคล้ำรอบดวงตา
นำแตงกวาไปล้างแล้วแช่ในตู้เย็น จากนั้นนำมาหั่นชิ้นบางๆ แล้วนำมาวางไว้บนดวงตา ประมาณ ครึ่งชั่วโมง หรือ 30 นาที แตงกวาจะทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื้น และความเย็นจากแตงกวาจะส่งผลให้เลือดใหลเวียนรอบดวงตาได้ดี

ลบรอยเหี่ยวบนใบหน้า และสมานแผล
แตงกวามีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยสมานแผล แผลที่กิดจากการอักเสบของสิว วิตามินซีในแตงกวาจะช่วยสมานแผลให้ได้ และน้ำผึ้งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและทำให้แผลหายเร็ว จึงนำมาเป็นสูตรพอกหน้าลบรอยเหี่ยวยนและสมานแผลบนใบหน้า

สูตร
- แตงกวา              1   ผล 
- ไข่ขาวจากไข่ไก่ 1   ฟอง 
- น้ำมะนาว            1   ช้อนชา
- น้ำผิ่ง                  2   ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ 
ปอกเปลือกแตงกวาแล้วล้างน้ำให้สะอาด นำแตงกวาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่นให้ละเอียด เติมเฉพาะไข่ขาว น้ำมะนาว และน้ำผิ้ง ลงไป จากนั้นปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ครีมพอกหน้าแตงกวา

วิธีใช้ 
สูตรนี้แนะนำให้ทำ 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ขั้นแรก ล้างหน้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง จากนั้นใช้ครีมแตงกวาพอกให้ทั่วหน้า ยกเว้นรอบปากและดวงตา จับเวลาทิ้งไว้ 20 นาทีล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

สูตรบำรุงผิวหน้าด้วยแตงกวา ราคาถูก ลดริ้วรอยบนใบหน้า เป็นการบำรุงผิวหน้าแบบที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง ผู้ชายก็สามารถทำได้

ข้อมูลอ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/แตงกวา
Share:

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กินเพื่อสุขภาพ มะเขือเปราะลดน้ำตาลในเลือด

Admin สูตรข้าวแกงไม่ได้อัพเดทข้อมูลมาช่วงหนึ่งแล้ว วันนี้พอมีเวลาว่าง ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับ มะเขือเปราะมาให้ได้อ่านกัน Admin เป็นคนนึงที่ชอบกินมะเขือเปราะมาก ชอบกินดิบ จิ้มกับน้ำพริก มันจะทำให้ได้รสชาติของมะเขือเปราะที่ออกจะหวานนิด มันหน่อย ชอบแบบอ่อน เมล็ดไม่แก่ คือ กลัวเป็นใส้ติ่ง (หรือเปล่าก็ไม่รู้) มาดูข้อมูลของเจ้ามะเขือเปราะกันได้เลย


อาหารที่มีมะเขือเปราะ
มะเขือเปราะ (Yellow berried nightshade หรือ Kantakari ในประเทศอินเดีย)
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum xanthocarpum Schrad. & Wendl.
วงศ์ Solanaceae
มะเขือเปราะเป็นพืชผักที่กินผล มีชื่อเรียกอื่นๆ ดังนี้ มะเขือขื่น มะเขือเสวย (ภาคกลาง) มะเขือขันคำ มะเขือคางกบ มะเขือดำ มะเขือแจ้ มะเขือจาน มะเขือแจ้ดิน (เหนือ) เขือพา เขือหิน (ใต้) มั่งคอเก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะเขือหืน (ภาคอีสาน)
ต้นมะเขือเปราะมีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 2-4 ฟุต มีอายุอยู่ได้หลายฤดูกาล มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย








ข้อมูลทางการแพทย์

การแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้รากมะเขือเปราะ รักษาอาการไอ หอบหืด อาการหลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ และขับลม

ผลใช้ขับพยาธิ ลดไข้ ลดอักเสบ ช่วยการขับถ่าย ช่วยย่อยอาหาร และกระตุ้นทางเพศ
ประชากรในแคว้นโอริสสา ของประเทศอินเดียใช้น้ำต้มผลมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน
งานวิจัยนานาชาติระหว่างปี พ.ศ.2510-2538 พบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด

ผลของการต้านมะเร็ง
ผลมะเขือเปราะมีไกลโคอัลคาลอยด์โซลามาร์จีน โซลาโซนีน และอัลคาลอยด์โซลาโซดีนที่ปราศจากโมเลกุลน้ำตาล การทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารเหล่านี้พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่

พบว่าฤทธิ์ของไกลโคอัลคาลอยด์สูงกว่าโมเลกุลไร้น้ำตาล ราก ต้นและผลแก่มีสารอัลคาลอยด์เหล่านี้ต่ำ แต่ผลเขียว (เหมือนที่คนไทยกิน) มีสารที่มีประโยชน์เหล่านี้ในปริมาณสูงกว่าส่วนอื่นของพืชดังกล่าว

สารโซลาโซดีนใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สเตียรอยด์คอร์ติโซนและฮอร์โมนเพศได้
ผลตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งใช้ปรุงยาแก้ไอ

ผลของการใช้ลดน้ำตาลในเลือด

งานวิจัยที่แคว้นโอริสสา ประเทศอินเดีย ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานอะล็อกซาน พบว่าได้ผลลดน้ำตาลในเลือดดีเท่ากับการใช้ยากลิเบนคลาไมด์ (glibenclamide)

การทดสอบเพิ่มเติมพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด

เมื่อใครได้รับทราบและรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเจ้ามะเขือเปราะแล้ว ก็หามากินกันได้นะครับ เวลามีแกงที่มีมะเขือเปราะเป็นส่วนประกอบ ก็มักจะเขี่ยทิ้งกัน ไม่กินกัน แต่คุณหารู้ไม่ว่ามันมีประโยชน์มาก

ข้อมูลอ้างอิง: www.doctor.or.th
Share:

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กินน้ำมะนาวผสมโซดา ก่อนกินอาหารเช้า ช่วยลดไขมัน ได้ผลดี

เนื่องจากว่า Admin ได้เห็น โลก Social ได้ แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพมากมาย แตก็มีข้อมูลนึงที่น่าสนใจ ก็คือการ กินน้ำมะนาวผสมโซดา ช่วยลดไขมัน และก็นั่งคิดว่า เราก็ทำได้ ง่าย คือไม่ต้องไปหาซื้อวัตถุดิบที่หาซื้อยาก อย่างเช่น ยาลดความอ้วน ราคาสูง แต่ กินน้ำมะนาวผสมโซดาเพื่อลดไขมัน และลดความอ้วน มันหาวัตถุดิบง่าย เพียงคุณแวะตลาดหาซื้อมะนาว แวะร้านโชวห่วยหาซื้อโซดา และพร้อมที่จะทำการดื่มได้เลย

Admin ก็ทำตามและก็กินมาได้ระยะนึงแล้ว และก็เห็นผล ก็คือสามารถลดไขมันหน้าท้องลงได้ ถึงแม้นจะใช้เวลาบ้าง แต่ก็ดีต่อสุขภาพ

และนี้คือข้อมูล อ้างอิงจาก Kapook.com

หากคุณอยากจะแก้ไขปัญหาระบบการทำงานของลำไส้ให้ดีขึ้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น วันนี้เราจึงขอแนะนำเมนูสุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนักให้คุณได้ไปลองทำดู อย่าง "น้ำมะนาวโซดา" ซึ่งมีวิธีทำที่ง่ายมาก ๆ เพียงแค่สาว ๆ บีบน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับโซดา 1 ขวด ซึ่งมีฤทธ์เป็นกรด แล้วดื่มทุกเช้า จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที วิธีนี้เรียกว่า "การดีท็อกซ์ลำไส้" นั่นเองค่ะ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างเป็นปกติ ร่างกายจะสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งน้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมันได้ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ทำให้น้ำหนักของคุณสาว ๆ ลดลงได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องหนักใจกับปัญหาเดิม ๆ อีกต่อไปค่ะ
แต่ถ้าจะให้ดี ก็ขอให้ลองทำดื่มกันดู จะเห็นผลอย่างไรก็บอกกันบ้าง
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

อันตรายของไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ป้องกัน ด้วยอาหารที่มีกากใยสูง

อันตรายของไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และการป้องกัน
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) จากการศึกษามันน่ากลัวมาก เป็นไขมันที่ไม่ดีอยู่ในเส้นเลือดของเรา และ เรียกได้ว่า "ภัยมืด" ก็ว่าได้ มันมาได้ 2 ทาง คือ อาหาร และร่างกายสร้างขึ้นเอง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคน และคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ คือ สมอง และ หัวใจ (หัวใจขาดเลือด และสมองตีบ) แต่ใช่ว่าจะเกิดอย่างฉับพลัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการเกิดเหมือนกัน เราสามารถป้องกันได้ และอาหารนี่และเป็นตัวการสำคัญ การป้องกัน เราสามารถปรับพฤติกรรมการกินของเราได้ ซึ่งจะช่วยให้ห่างไกลพร้อมกับการออกกำลังกายควบคู่กันไป

ผลไม้ที่ควรกิน เพื่อลด กรดไขมันไตรกลีเซอไรด์
ผลไม้ที่ควรกิน เพื่อลด กรดไขมันไตรกลีเซอไรด์


ไขมันไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) มาได้อย่างไร
   ไตรกลีเซอไรด์ มาได้ 2 ทาง
   1 มาจากอาหาร จำพวกเนื้อ: กรดไขมันพวกนี้จะสะสมอยู่ใต้ผิวหนังของสัตว์ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของสัตว์ เมื่อเรากินเนื้อเข้าไปก็จะเข้าไปสะสมในร่างกาย

   2 มาจากร่างกายสร้างเอง: มันสร้างได้อย่างไร?
      อาหารจำพวกแป้งหรือคาโบโฮเดรต: เช่น แป้ง, น้ำตาล, แอลกอฮอล์ ซึ่งถ้าร่างกายนำไปใช้ไม่หมด จะส่งผลให้ตับ (จำไว้ว่า "ตับ") เปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์แทน
ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
Credit: http://th.wikipedia.org/


มักจะเกิดกับคนวัยใด???
      จะเกิดกับคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ถ้านึกมองย้อนกลับไปเมื่อวัยเด็ก กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ไม่ต้องออกกำลังกายแค่เดินก็ผอมแล้ว แต่เมื่ออายุขึ้นเลข 3 แล้วจะเรื่มมีหน้าท้อง ***ที่มาจาก นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride). Health.Co.Th Journal 2010:2:7-7.


ไตรกลีเซอไรด์เท่าไร ที่เรียกว่าสูง
      โครงการศึกษาโคเลสเตอรอลแห่งชาติอเมริกัน (NCEP) กำหนดมาตรฐานระดับของไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดดังนี้มัน
< 150 mg/dl      ถือว่าพอดี (optimal)
150-199            ถือว่าสูงคาบเส้น (borderline high)
200-499            ถือว่าสูง (high)
> 500                ถือว่าสูงมาก (very high)

อันตรายของไขมันไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride)
       ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบ ถ้าเกิดกับ หัวใจ และ สมอง ขอยกตัวอย่างที่เกิดกับสมอง
เคยเจอเหตุการณ์จริง มีน้องที่รู้ จักกัน อยู่ๆ ก็ช็อคหมดสติทั้งๆ ที่ร้องเพลงอยู่ และก็ได้นำส่งโรงพยาบาล ซึงหลังจากหมอได้ทำการ X-ray พบว่า เกิดเส้นเลือดหลักตีบที่สมองซีกซ้าย  คือถ้าเกิดเส้นเลือดฝอย ให้กินยาสลายลิ่มเลือดก็น่าจะดีขึ้น แต่มันเป็นเส้นเลือดหลักที่แกนสมอง หมอให้ยาแล้วก็อาการไม่ค่อยดี
       จุดสำคัญ คือ เมื่อเส้นเลือดหลักตีบ มันจะส่งผลให้เลือดส่งไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดเลือด และร้ายแรงเข้าไปอีก คือ เกิดอาการสมองบวมไปทับเส้นประสาท ร่างกายเคลื่อนใหวไม่ได้ คนไข้ร่างกายขยับไม่ได้เลย ทั้งที่มีความรู้สึกนึกคิด มันทรมารมาก สุดท้าย หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลับ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
       สาเหตุที่พอจะสรุปได้ กับเหตุการณ์นี้ เส้นเลือดตีบ เกิดจาก กินอาหารที่มีไขมัน พักผ่อนน้อย เครียด

การป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง
       เมื่อเรารู้ว่า ไตรกลีเซอไรด์ มาได้อย่างไร เราก็สามารถป้องกันได้
1) ถ้าใครที่ชอบกินอาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อ หมู ไก่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก็ให้เลิกกิน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะให้เลิกซะทีเดียว ก็ใช่ว่าจะทำง่าย
     วิธีการ :   ให้ลดปริมาณของอาหาร ให้กินผลไม้ที่ไม่หวานแทน และออกกำลังกาย
2) ลดอาหารประเภทแป้ง เช่น น้ำตาล แป้ง  อาหารจำพวกนี้ถ้ากินมาก ส่งผลให้ร่างกายนำไปเผาผลาญไม่หมด จะทำให้ตับช่วยเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์แทน
     วิธีการ :   หลีกเลี่ยง ของหวาน กินให้น้อย กินข้าวมื้อเย็นน้อยๆ กินผลไม้ที่ไม่หวาน หรือหวานน้อยแทน และออกกำลังกาย
3) ลดแอลกอฮอล์   เครื่ิองดื่มประเภทนี้ ตับทำหน้าที่เปลี่ยนเป็นไขมันเหมือนกัน
     วิธีการ :   หยุดกิน ถ้าหยุดไม่ได้ ก็กินน้อย พอเป็นพิธีเข้างานสังคม และ ออกกำลังกาย
4) กินอาหารที่มีกากใยสูง จากการศึกษา อาหารที่มีกากใยสามารถ ดักจับไขมันได้ เช่น กินมะเขือพวง กินอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง กินผลไม้ที่มีกากใย
     วิธีการ :   ไปตลาดหาซื้อผักที่มีกากใยสูง เช่น มะเขือพวง, มะรุม, ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, ข้าวบาเลย์   และผลไม้ก็เป็น Apple, สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ น่าอร่อยทั้งนั้น ตามรูป

ข้าวบาเลย์
ข้าวบาเลย์

ข้าวโพด
ข้าวโพด

Apple
Apple

สาลี่
สาลี่

Strawberry
Strawberry

Blue-berry
Blue-berry

Mul-Berry
Mul-Berry

Sherry
Sherry


สุดท้าย ขอสรุปว่า ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สามารถป้องกันได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การกิน ก็อย่ากินเฉพาะอาหารที่มีไขมัน ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง หรืดลดปริมาณการกิน พร้อมกับการออกกำลังกายควบคู่กันไป

บทความนี้ได้จัดทำเพื่อให้ทุกคนตระหนักและได้รับรู้ถึงการดูแลสุขภาพ ร่างกาย อาหารการกิน และการออกกำลังกาย

ข้อมูลจาก: http://th.wikipedia.org/ , Internet and Image from Internet.
 
Share:

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

กินมะเขือพวงช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เพ็กทิน(Pectin)

กินมะเขือพวงช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
กินมะเขือพวงช่วยลดไขมันในเส้นเลือด แต่ก่อนอื่นมาดูการทำข้าวแกงก่อน มะเขือพวง เป็นผักแนมชนิดนึงที่เรามักกินกับน้ำพริก แกงพะแนง หรือจะใส่ลงในน้ำพริกกะปิก็อร่อย มะเขือพวงจะมีราคาสูงมากช่วงหน้าหนาว (อ่านราคาผักแพง) นอกเหนือจากที่ทำอาหารอร่อยแล้ว มะเขือพวงยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ที่ดีต่อสุขภาพ



Advertisment



มะเขือพวง
มะเขือพวง

ข้อมูลจำเพาะ
มีชื่อวิทยาศาสตร์:  Solanum torvum
                     วงศ์:  มะเขือ/พริก Solanaceae
ชื่อเรียกอื่นๆ:  ทางภาคเหนือจะเรียกว่า “มะแคว้งกุลา” ส่วนภาคอีสานจะเรียกว่า “หมากแข้ง” (จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า “มะเขือละคร”) แต่ถ้าเป็นภาคใต้จะเรียกว่า “เขือน้อย”, “เขือพวง”, “เขือเทศ” “ลูกแว้ง” (ถ้าเป็นจังหวัดสงขลาจะเรียกว่า “มะแว้งช้าง”) จัดเป็นพืชในตระกูล มะเขือ

สรรพคุณทางยา
 ช่วยเจริญอาหาร,  ช่วยระบบขับถ่าย,  บำรุงธาตุ,  ขับเสมหะ, แก้ไอ,  ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนได้ดี  แก้ปวด,  ฟกซ้ำ,  ปวดกระเพาะ,  แก้อาการฝีบวมหนอง,  อาการบวม,  อักเสบ,  ขับปัสสาวะ,  ทั้งนี้,  จากการศึกษาวิจัย  ทำให้พบว่า

     1.  มะเขือพวงมีสารจำพวก  "ไฟโตนิวเทียนท์"  ที่จะช่วยร่างกาย ในสภาวะขาดสารอาหาร  ให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ

     2. สารโซลาโซดีน (Solasodine) ในมะเขือพวงช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง

     2.  มีกลุ่มสาร "ทอร์โวไซด์"  ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ และกระตุ้นให้ตับนำโคเลสเตอรอลในเลือดไปใช้ได้มากขึ้น  รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของโคเลสเตอรอลในลำไส้ด้วย  จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่ง

     3.  ในมะเขือพวงมีสาร  "ซาโปนิน"  ทำให้มะเขือพวงมีฤทธิ์ขับเสมหะ

     4.  สาร "เพ็กทิน" (Pectin) มะเขือพวงเป็นพืชที่มีเส้นใยมากที่สุด  โดยมีเส้นใยมากกว่ามะเขือยาว 3  เท่า  และมากกว่ามะเขือเปราะถึง  65  เท่า  และเส้นใยในมะเขือพวง  มีชื่อเรียกว่า  "เพ็กทิน"  ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้

ข้อมูลการกินมะเขือพวง
เมื่อกินมะเขือพวงสุก 100 กรัม จะได้คุณค่าของสารอาหารดังนี้

-พลังงาน                                                  25                    กิโลแคลอรี
-คาร์โบไฮเดรต                                        5.7                          กรัม
-น้ำตาล                                                   2.35                          กรัม
-เส้นใยอาหาร                                           3.4                          กรัม
-ไขมัน                                                     0.19                          กรัม
-โปรตีน                                                   1.01                          กรัม
-ไทอะมีน (วิตามีน B1)                      0.039                        มิลลิกรัม
-ไรโบฟลาวิน (วิตามินบ B2)                0.037                       มิลลิกรัม
-ไนอะซิน (วิตามิน B3)                      0.649                       มิลลิกรัม
-กรดแพนโทเทนิก (วิตามิน B5)       0.281                       มิลลิกรัม
-วิตามิน B6                                          0.084                       มิลลิกรัม
-โฟเลต (วิตามิน B9)                                 22                     ไมโครกรัม
-วิตามิน C                                                    2.2                       มิลลิกรัม  
-แคลเซียม                                                     9                       มิลลิกรัม  
-เหล็ก                                                      0.24                       มิลลิกรัม  
-แมกนีเซียม                                               14                       มิลลิกรัม  
-ฟอสฟอรัส                                                25                       มิลลิกรัม  
-โพแทสเซียม                                          230                      มิลลิกรัม  
-สังกะสี                                                     0.16                      มิลลิกรัม  
-แมงกานีส                                               0.25                     มิลลิกรัม




กินมะเขือพวงช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
   
สาร  "เพ็กทิน" นี้ จะทำการเปลี่ยนเป็นวุ้นเพื่อไปเคลือบที่ผิวของผนังลำไส้  ส่งผลทำให้ลำไส้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง  จึงเป็นการช่วยไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วเกินไป  ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้

อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดเผยว่า

     สารเพ็กทินในมะเขือพวง  ช่วยในการดูดซับไขมันส่วนเกินออกจากอาหารได้  ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่บรรพบุรุษของไทย  มักจะทำแกงกะทิใส่มะเขือพวง  ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง  และโรคหลอดเลือดหัวใจได้

     อย่างไรก็ตาม  แม้มะเขือพวงจะเป็นพืชผักที่มีประโยชน์มาก  แต่คณะผู้วิจัยก็ยังบอกว่า  ไม่ควรกินมากเกินไป  เพราะมีสาร  "อัลคาลอยด์"  ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท   และมีผลต่ออวัยวะอื่น ๆ  (เข้าทำนองว่า  อะไร ๆ  ที่เกินประมาณ  ก็เกิดอันตรายได้ทั้งนั้น)

รวมข้อมูลทางด้านสุขภาพ
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย (http://en.wikipedia.org/), เว็บไซต์หมอชาวบ้าน( http://www.doctor.or.th/)
Share:

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

อาหาร 5 ชนิด ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ดีต่อสุขภาพ ที่ควรกิน

อาหาร 5 ชนิด ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ที่ควรกิน

อาหาร 5 ชนิด ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ดีต่อสุขภาพ
Image:http://www.self.com/

อาหารที่มีไขมันเยอะที่กินกันมา มีอะไรบ้าง บางท่านอาจจะไม่รู้เลย และแน่นอน อาหารที่มีไขมันมากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว และส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ปวดหัวเข่า เพราะรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนใหว อาหาร 5 ชนิด ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยลดการเกิดของโรคหัวใจ

ดังนั้น อาหารที่อ้วน เราควรจะหลีกเลี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะลดปริมาณ

ในขณะที่ไขมันอิ่มตัว ซึ่งสามารถพบได้ใน ชีส เนื้อ เนย ใส้กรอก และ ขนมหวาน นั้น ต้องกิน วิตามิน A, E,D และ K เพื่อช่วยในการดูดซึม

การกินอาหารที่มีไขมันที่ดีต่อร่างกาย จะต้องกินของที่มีไขมันที่ดี และไม่อิ่มตัว และนี่คือ อาหาร 6 ชนิด ที่มีไขมันที่ดี และไม่อิ่มตัว และเมื่อกินเข้าไปแล้ว สามารถกำจัดไขมันที่ไม่ดีได้ด้วย

Avocados
Avocados เต็มไปด้วยไขมันที่ดี และไม่อิ่มตัว ซึ่งมีผลดีต่อการเต้นของหัวใจ ทางการสหรัฐ ได้ปรับโภชนาการ เพื่อให้ชาวอเมริกันได้กิน Avocados โดยกินในปริมาณ 30 กรัม ลองกิน แทน ชีส ทางบางๆ

ไข่ (Egg)
ไข่เป็นอาหารราคาไม่แพง และเป็นแหล่งของโปรตีน และไข่ขาวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จากการค้นพบ การกินในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น ไข่ 1 ใบ จะมีไขมันประมาณ 5 กรัม

น้ำมันมะกอก (Olive Oil)
น้ำมันมะกอก เป็นที่นิยมใช้ในอาหารของชาว เมดิเตอร์เรเนียน ( แนะนำ เพราะมีน้ำมัน ที่มีผลสุขภาพมากที่สุ )  น้ำมันมะกอก ช่วยลดความเสี่ยง ของโรคหัวใจ, ความดันโลหิตและ โรคมะเร็งบางชนิด แต่ก็กินไม่ควรเกิน 100 แคลอรี่ เพื่อให้ น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น ผลการศึกษาล่าสุด ที่ตีพิมพ์ใน ประสาทวิทยา พบว่า การปรุงอาหารด้วย น้ำมันมะกอก จะมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ และ การกินก็ลองกินกับ น้ำสลัด อาจ ลดความเสี่ยง โรคหลอดเลือดสมองได้

ถั่ว (Nut)
ถั่วนับว่าเป็น เช่น Almonds จากการค้นพบ เมื่อกินถั่วจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ปลาที่มีไขมัน (Fatty Fish)
คำว่า " ปลาที่มีไขมัน " อาจจะฟังดู ไม่สวย แต่ที่จริง ปลาเหล่านี้เป็น อาหาร ที่ดีต่อสุขภาพและ อร่อยที่สุด จากทะเล น้ำมันปลา เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, ปลาซาร์ดีน, ปลาทู และ ปลาเทราท์ ปลาเหล่านี้ที่เต็มไปด้วย โอเมก้า 3 และ กรดไขมัน ที่ดี แตกต่างจากไขมันอิ่มตัวที่ไม่ดีที่พบในเนื้อสัตว์ ควรกินอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง

อาหาร 5 ชนิด ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ดีต่อสุขภาพ ที่ควรกิน จากที่กล่าวมา อาหารบางชนิดที่หากินง่าย เช่น ไข่ ราคาไม่แพง ปลาก็หาซื้อได้ตามตลาดสดบ้านเรา ส่วน Avocado ก็หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า สุขภาพดี กินดี อยู่ดี ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดีต่อตัวเรา

ข้อมูลจาก http://www.self.com/
Share:

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

8 อาหารช่วยลดความดันสูง

8 อาหารช่วยลดความดัน

คนเรามักจะป่วยเป็นโรคความดันสูงโดยเมื่อตอนอายุมากขึ้น และเมื่อตอนนั้นก็อาจสายไปสำหรับการรักษา แต่จะมีวิธีบอกกล่าวเกี่ยวกับอาหารที่ลดความดันสูง คือกินกันไว้ก่อนไม่เป็นไร ส่วนคนที่เป็นความดันอยู่แล้ว หรือเพิ่งเป็น ก็กินได้ไม่มีปัญหา

นมที่มีไขมันต่ำ (Low Fat Milk)
อาหารช่วยลดความดันสูง

การดื่มนมไขมันต่ำ จะดีต่อสุขภาพของหัวใจ โดยมันจะจัดหา แคลเซียม และวิตามิน D โดยที่ทั้งคู่จะทำงานร่วมกัน เมื่อกินเข้าไปแล้ว มันจะช่วยลดความดันลง 3 ถึง 10 เปอร์เซนต์







ผักขม (Spinach)

ผักขมจะมีแคลอรีต่ำ และให้ ไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวจะมี โพแทสเซียม โฟเลต และ แม็กนีเซียม จุดประสงค์หลักของทั้ง 3 สารอาหาร คือ ทำหน้าที่รักษาความดันให้อยู่ในระดับที่คงที่ ใครที่ไม่ชอบทานผักขม ก็มีวิธีแนะนำ คือให้กินกับสลัด หรือว่า กินกับแสนวิชก็ได้ เพื่อที่จะได้กินง่ายขึ้น






เมล็ดทานตะวัน (Sunflower Seeds)

เมล็ดทานตะวันเป็นแหล่งแม็กนีเซียมชั้นเลิศ และแม็กนีเซียม ก็ทำหน้าที่เหมือนกับผักใบเขียว คือรักษาความดันให้อยู่ในระดับคงที่ แต่ก่อนซื้อทาน คุณต้องแน่ใจว่าไม่มีเกลือผสม





รวมถั่วต่างๆ (Beans)

ถัวก็เป็นอาหารช่วยลดความดันอีกตัวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ซึ่งในถั่วมีสารอาหาร โปแตสเซียม ไฟเบอร์ และ แม็กนีเซียม สารอาหารทั้งหมด เป็นสารอาหารชั้นเยี่ยม ที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ ช่วยควบคุมความดัน และเพิ่มประสิทธิ์ภาพของหัวใจอีกด้วย คุณสามารถที่จะใส่ถั่วเข้าไปในของที่ชอบ เช่น สลัด หรือ ซุป



มันฝรั่งอบ (Baked white potatoes)

มันฝรั่ง มีสารอาหาร แม็กนีเซียม และ โพแทสเซียม ซึ่งสารอาหารทั้งสองอย่างจะทำหน้าที่บำรุงหัวใจ การทำงาน คือ เมื่อ โปแตสเซียมต่ำ ส่งผลให้ร่างการต้องการ โซเดียม (เกลือ) มากขึ้น จะส่งผลให้เกิดความดันสูงนั่นเอง





กล้วย (Bananas)

กล้วยเป็นอาหารลดความดัน และเป็นแหล่งสารอาหารที่ชื่อว่า โพแทสเซียม กินกล้วยกับอาหารเช้า หรือจะสไลด์ แล้วแช่ตู้เย็นกินก็อร่อยไปอีกแบบ






ถั่วเหลือง (Soybeans)

ถั่วเหลืองเป็นแหล่งสารอาหารของ แม็กนีเซียม และ โพแทสเซียม ที่ดีที่สุด จากที่กล่าวมาทั้งหมด ใครที่เป็นความดันสูง หรือโรคหัวใจ ก็ให้กินถั่วเหลืองได้เลย






ช็อคโกแลตดำ (Dark Chocolate)

ให้กินช็อคโกแลตดำไม่เกิน 30 แคลอรี ต่อวันจะดี จาการศึกษาของ Journal of the American Medical Association (JAMA). กล่าวว่า ให้เลือก ช็อคโกแลตดำที่มีส่วนผสมของ ผง โกโก้ อย่างน้อยประมาณ 70 % ถึงจะมีผลต่อการกินเพื่อควบคุมความดัน






ที่มา และ รูป: http://www.joybauer.com/
แปลโดย: http://thaifoodrecipesmake.blogspot.com/
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เพื่อผิวดูอ่อนวัย

วิธีดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เพื่อผิวดูอ่อนวัย

ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น เพราะอะไร คำตอบคือ เซลล์ผิวหนังเราเป็นเนื้อเยื่อที่ต้องการน้ำไปเลี้ยงนั่นเอง ถ้าขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง เซลล์ผิวหน้าของเราก็จะขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึง หรือ เรียกอีกอย่างว่า "ผิวหน้าไม่มีน้ำมีนวล"

แล้วจะทำยังงัยให้ผิวหน้าไม่เหี่ยว คำตอบก็คือ ดื่มน้ำมากๆ ดื่มเข้าไป แล้วมันจะเห็นผลทันทีหรือไม่ แล้วถ้าดื่มน้ำมากๆ คราวเดียวมันจะมีผลต่อร่างกายคนเราอย่างไรบ้าง

มาดูความคิดเห็นของแพทย์ ก่อนที่จะไปดู วิธีดื่มวันละน้ำ 3 เพื่อผิวสวย ดูอ่อนวัย

ข้อมูลจาก: http://health.kapook.com/
       
อธิบดีกรมการแพทย์ เตือน อย่าดื่มน้ำมากเกินวันละ 6-7 ลิตร เพราะเสี่ยงเกิดอาการไฮโปแนทรีเมีย สมองบวมจนเสียชีวิตได้

          นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การดื่มน้ำนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบ 2 ใน 3 ของร่างกาย แต่หากดื่มน้ำมากเกินไปคือ วันละ 6-7 ลิตร จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกิน หรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) เนื่องจากน้ำจะเจือจาง ทำให้ความเข้มข้นของแร่ธาตุโซเดียมลดลง

          ทั้งนี้ โซเดียมถือเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในร่างกาย มีหน้าที่รักษาสมดุลน้ำระหว่างนอกเซลล์และภายในเซลล์ เมื่อถูกเจือจางลง จะทำให้น้ำภายนอกเซลล์ซึมเข้าไปภายในเซลล์ ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดภาวะที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ หรือไฮโปแนทรีเมีย (Hyponatremia) จะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อาจกระตุกหรือชัก สมองบวม ปอดบวม และเสียชีวิตได้

          ด้านแพทย์หญิงนฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ ได้แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ ระมัดระวังในการดื่มน้ำ คือต้องปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ส่วนคนที่ชอบดื่มน้ำมาก ๆ ให้ท้องอิ่ม จะได้ไม่ต้องทานอาหารเพื่อหวังจะลดน้ำหนักนั้น อาจเป็นอันตรายได้ เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือโซเดียมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อย ๆ จนอาจทำให้นอนไม่พอ ส่วนนักกีฬาที่เสียเหงื่อมาก ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมากเกิน 1 ลิตรในเวลาอันรวดเร็ว เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะไฮโปแนทรีเมียได้เช่นกัน

          สำหรับวิธีการดื่มน้ำที่ถูกวิธีนั้น ต้องดื่มวันละ 8-10 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอกับร่างกาย และช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำได้ แต่ไม่ควรดื่มทีเดียวหมด วิธีการที่ถูกต้องก็คือ ควรจิบบ่อย ๆ ทีละน้อย แต่ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันอาการท้องอืด และให้ร่างกายได้มีเวลาดูดซึมน้ำ นอกจากนี้ ยังไม่ควรให้ร่างกายขาดน้ำเกิน 2 ชั่วโมง ดังนั้น จึงควรพกน้ำติดตัวไว้เสมอ จะได้สามารถดื่มได้ตลอดทั้งวัน

วิธีดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เพื่อผิวดูอ่อนวัย

เรามาดูก่อนว่า น้ำ 1 ออนซ์ มีปริมาณเท่าไร

1 ออนซ์ เท่ากับ 30 ml. (หรือ 30 cc.) โดยประมาณ แก้วนึงมี 8 ออนซ์ ก็เป็น 240 ml. โดยประมาณ 8 แก้วต่อวัน แก้วละ 240 ml. วันนึงต้องดืม 1,920 ml. โดยประมาณ นั้นก็คือ 2 ลิตรนั่นเอง

ง่ายๆ ก็ คือ น้ำดื่มที่มีขายเป็นลิตรตามร้านสะดวกซื้อ จำนวนสองขวด ซึ่งมีขนาดขวดละ 1.5 ลิตร รวม 2 ขวดแล้ว ก็เป็น 3 ลิตร สะดวกดี

วิธีดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เพื่อผิวดูอ่อนวัย
วิธีดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เพื่อผิวดูอ่อนวัย


วิธีการดื่ม
น้ำดื่มต้องสะอาด ไม่ร้อน หรือเย็นจนเกิดไป มีผู้รู้หลายท่านแนะนำให้ดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง(ประมาณ 37 องศา) และควรเป็นน้ำกรอง ไม่ใช้น้ำต้ม น้ำต้ม จะทำให้สูญเสียสารอาหารที่อยู่ในน้ำ เช่น เกลือแร่ จะถูกกำจัดไปเพราะความร้อน

การดื่ม ห้ามดื่มมากๆ ในครั้งเดียว ควรดื่มบ่อยๆ หรือจิบบ่อย ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และที่สำคัญ คือ ผิวหน้าจะได้ดูสดชื่น

การดื่มให้แบ่ง ตามสะดวกดังนี้

  • ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว
  • ตอนสาย (ประมาณ 09.00-10.00 น.) 2 แก้ว
  • ตอนบ่าย (ประมาณ 13.00-14.00 น.) 3 แก้ว
  • ตอนเย็น (ประมาณ 19.00-20.00 น.) 3 แก้ว
  • และก่อนเข้านอน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบาย

ใครที่อยากผิวหน้าสวยใส และดีต่อสุขภาพ ก็ให้หันมาดื่มน้ำกัน และถ้าไม่เข้าใจก็ให้ดูรูปภาพประกอบอีกครั้ง

Image and Detail: http://www.zvite-skincare.com/

Share:

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อมูลน่าสนใจ เชื้อก่อโรค ซาลโมเนลลา ในไก่ต้มจากร้านข้าวมันไก่

ได้อ่านข่าว จากไทยรัฐ และเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ สุขภาพและการกิน และเป็นอะไรที่ใกล้ตัวมาก คือ เชื้อก่อโรค จากข้าวมันไก่ลองอ่านและวิเคราะห์กันดู

ข้าวมันไก่
รูป ไก่ต้ม
 
ข้าวมันไก่ เป็นอาหารจานเดียวที่เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี หากินได้ง่าย มีตั้งแต่ ภัตตาคาร ร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหารริมฟุตบาท ในห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ในตรอกซอกซอย

ด้วยเหตุที่ไก่ต้มทั้งตัว ที่แขวนอยู่ในตู้ ที่เราๆ ท่านๆ เห็นอยู่ และนึกถึงรสชาติของน้ำจิ้มที่ราดลงไปบนเนื้อไก่ที่สับเป็นชิ้นพอดีคำ กินพร้อมกับ น้ำซุป และแนมด้วยแตงกว่า  และเหตุนี้เองที่ทำให้ข้าวมันไก่ขายดี และก็มีวัตถุดิบหลัก ก็คือ ไก่

แต่กระบวนการที่ผลิตไก่เรามิทราบได้ ดังนั้นผู้ผลิตควรเอาใจใส่ในคุณภาพและความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพราะเนื้อไก่ เป็นวัตถุดิบที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่ชื่อว่า ซาลโมเนลลา ได้


Advertisment




ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปในสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่สำคัญ ถ้าร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณมาก จะทำให้มีอาการคลื่นใส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดหัว ปวดท้อง มีไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย ความรุนแรงขึ้นกับเชื้อที่ได้รับ ใครที่มีอาการดังที่กล่าวมา หลังจากกินข้าวมันไก่ ก็รีบไปหาหมอ

แต่ถ้าร้านใหนที่ทำสะอาด และปรุงสุก ก็จะไม่ได้รับผล และมีอาการใดๆ เพราะเชื้อ ซาลโมเนลลาไม่สามารถทนความร้อนที่ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-20 นาที หรือ 62 องศาเซลเซียส นาน 4 นาที



เพื่อความแน่ใจ สำหรับท่านที่ชอบกินข้าวมันไก่ ต้องแน่ใจว่าร้านที่กินข้าวมันไก่ประจำ จะต้องอุ่นไก่และข้าวร้อนอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่า ขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น โดยที่ไม่อุ่นเลย เพราะว่าถ้าไม่อุ่นเลย อาจเป็นเหตุให้เชื้อ ซาลโมเนลลา กลับเข้าไปใหม่ได้

แต่ถ้าซื้อเป็นห่อ และยังไม่กิน ก็ให้แช่ตู้เย็นก่อน





สำหรับผู้ขายเพื่อหลีกเลี่ยง และไม่เสียลูกค้า ก็ควร ปรุงให้สุก น้ำเดือน และอุ่นข้าวมันไก่ และตัวไก่อยู่เสมอ และที่สำคัญควรทำความสะอาด อุปกรณ์ เช่น เขียง มีด ใส่ถุงมือเมื่อจับต้องเนื้อไก่ ล้างช้อนให้สะอาด ตากแดด ถ้ามีหม้อต้มช้อน ไว้บริการลูกค้า ก็จะดี 

ติดตามเรื่องราว สูขภาพ และการกินได้ ที่นี่ และ ข้อมูลทำข้าวแกงและสุขภาพ ที่นี่

ข้อมูล: ไทยรัฐ
เรียบเรียง: บล็อค อาชีพข้าวแกง
Share:

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปล่อยให้อ้วน ชีวิตจะสั้นลง 8 ปี

อ้างจากการศึกษาวิเคราะห์ของนักวิจัยมหาวิทยาลัยแมคกิลล์แห่งแคนาดา ถ้าปล่อยให้อ้วน ชีวิตจะสั้นลง 8 ปี และอาจทำให้เจ็บป่วยแบบเรื้อรังได้หลายสิบปี อ้วนทำให้เหนื่อยง่าย นั่งก็เหนื่อย เดินยิ่งไปกันใหญ่ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ตามแฟชั่น ก็ไม่ได้ หน้าบวม จัดแต่งทรงผมยังงัยก็ไม่เข้ากับใบหน้าที่อ้วน



จากการศึกษาได้ทราบว่า การทำให้ตัวเองอ้วนตั้งแต่หนุ่ม จะทำลายอายุขัยของตัวเองได้อย่างร้ายแรง และน่าใจหาย โรคที่เราพบบ่อยอันดับต้นๆ คือ เบาหวานแบบที่2 และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดทุพพลถาพและความตาย

นอกจากนั้นแล้วกลุ่มนักวิจัยให้ความเห็นว่า มักจะเคยชินและเมินเฉยเกี่ยวกับอันตรายที่มาจากโรคอ้วน

จากรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารโรคเบาหวาน และวิทยาต่อมไร้ท่อ ได้กล่าวว่า ในการเปรียบเทียบกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 20 - 39 ปี ระหว่างผู้ที่มีน้ำหนักเหมาะสมกับกลุ่มที่อ้วนอย่างหนัก ได้พบว่าในหมู่ผู้ชายที่อ้วนอย่างหนัก อาจจะมีชืวิตที่สั้นลงไปได้มาก ถึง 8 ปี และผู้หญิงอาจจะสั้นลง 6 ปี และผู้ชายที่อ้วนตั้งแต่เริ่มอาจจะผจญกับสุขภาพที่ทรุดโทรมนานถึง 18 ปี ส่วนผู้หญิงประมาณ 19 ปี

จากนี้แล้วใครที่คิดว่าตัวเองอ้วนก็ลด อาหารที่ทำให้อ้วน หรือ กินผักใบเขียว ก็จะช่วยได้ 
Share:

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บำรุงหัวใจด้วย ผักใบเขียว ดีต่อสุขภาพ

บำรุงหัวใจด้วย ผักใบเขียว ดีต่อสุขภาพ ประโยชน์ของไนเตรต

ผักใบเขียว

บำรุงหัวใจด้วย ผักใบเขียว ช่วยให้เลือดลมเดินดี หลายคนรู้ และทราบว่ากินผักแล้วดี บางคนไม่รู้ว่าดียังงัย ดียังงัยกับหัวใจของคนเรา ถ้าคนเราหัวใจแข็งแรง เลือดลมก็สามารถเดินดีไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ดี ส่งผลให้ช่วยป้องกันโรค เช่น เบาหวาน และลดความอ้วน มีเฉลย ว่าช่วยป้องกันเบาหวาน และความอ้วนได้อย่างไร


อ้างถึงผลงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ทั้งของ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเซาแธมป์ตัน ได้ค้นคว้าและพบว่า สารเคมีธรรมดาอย่าง ไนเตรต ที่มีอยู่ในผักใบเขียว

ประโยชน์ของไนเตรต ช่วยบำรุงหัวใจ และเป็นตัวการที่ทำให้หลอดเลือดโล่งโถง โปร่ง ทำให้เลือดพาออกซิเจนเดินไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายได้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุที่หลอดเดือดโปร่ง โล่ง จะช่วยลดอันตรายของลิ่มเลือดอุดตัน ป้องกันการเป็นอัมพาตและหัวใจวายได้

และที่สำคัญของการค้นพบของพวกนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ไนเตรตยังช่วยให้หัวใจที่เป็นโรคทำงานดีขึ้น ช่วยให้มันผลิตสารประกอบ ที่ทำให้หลอดเลือดโล่ง และช่วยเปลี่ยนเซลล์ไขมันสีขาวซึ่งเป็นเซลล์ที่ไม่ดี เปลี่ยนให้เป็นเซลล์ดีสีน้ำตาล ซึ่งนอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันแล้ว ยังต่อต้านความอ้วน และป้องกันโรคเบาหวานแบบที่ 2 ด้วย
ผลการค้นพบครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า เราสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดไม่ให้หนา ด้วยการกินผักใบเขียว ซึ่งเป็นการป้องกัน โดยสามารถปรับเปลี่ยนการกินอาหาร ที่เป็นผัก เท่านั้นเอง

อ่านเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ สุขภาพ
Share:

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

น้ำซาวข้าว มีประโยชน์ อย่าทิ้ง

เนื่องจากว่า หุงข้าวขายข้าวแกง แล้วมีน้ำซาวข้าวที่ต้องทิ้ง และมาคิดว่าจะใช้น้ำซาวข้าว น่าจะ มีประโยชน์ ใช้กับอะไรได้บ้าง และก็มียายท่านนึงแนะนำว่าให้นำน้ำซาวข้าวมาแช่น้ำล้างจาน ก็มานั่งนึก เออจริง เราใช้น้ำซาวข้าวล้างหน้าได้ ก็เป็นเหตุให้สามารถนำมันมาแช่จานข้าวได้นี่นา

น้ำซาวข้าวแช่จานกินข้าวเพื่ออะไร ก็มีคำตอบคือ เพื่อล้างความมันออกจากจานข้าวก่อน แล้วก็นำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานอีกที แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด

ประโยชน์อีก ทางคือเพื่อประหยัด น้ำยาล้างจาน คือ ถ้าล้างด้วยน้ำยาล้างโดยไม่แช่น้ำซาวข้าวก่อน จะทำให้น้ำยาล้างจานมีสีขุ่นเร็วขึ้น ส่งผลให้ใช้ล้างจานได้จำนวนน้อย และก็ต้องเปลี่ยนน้ำยาล้างจานบ่อย เมื่อเปลี่ยนน้ำยาบ่อย น้ำยาล้างจานที่ซื้อมาก็จะหมดเร็ว แทนที่จะล้างได้มาก ตามที่โฆษณาก็ล้างได้น้อยชิ้น ต้องซื้อใหม่

ประโยชน์น้ำซาวข้าว กับ การดองผัก เราสามารถใช้น้ำซาวข้าวในการดองผักต่างๆ เช่น ผักกาดดอง ผักเซี่ยนดอง ต้นหอมดอง การดองแบบนี้จะไม่ใช้สารเร่งต่างๆ ทำให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รสชาดที่ได้จากการดองผักด้วยน้ำซาวข้าว จะมีความอร่อย และ กรอบ

สิ่งหนึ่งที่ได้จากผลผลิตของต้นข้าว และ ข้าวก็เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ตั้งแต่ต้น จนถึง เมล็ดของข้าว และน้ำซาวข้าว เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่บอกต่อกันมา และใช้มาช้านาน

ติดตาม บทความดีๆ ได้ที่นี่
Share:

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก

Recent Posts

Recent Posts Widget

ผู้สนับสนุน